รีวิว ศัลยกรรมขากรรไกร 2018

เรตติ้ง:
ราคา: 500000 บาท
รายละเอียดย่อ:

ศัลยกรรมผ่าตัดกราม

ใบหน้าของเรา สามารถแบ่งส่วนออกเป็นสามส่วนหลัก ๆ คือ ส่วนบนสุด ได้แก่ กะโหลกและหน้าผาก

 ส่วนกลาง คือส่วนกรามบนจมูกและเบ้าตารวมทั้งโหนกแก้ม ส่วนล่างสุด คือ ส่วนกระดูกกราม      

ในกรณีที่ใบหน้าส่วนกลางและส่วนล่างมีความโหนกของกระดูกโหนกแก้ม และกราม ทำใ...อ่านต่อ

รีวิวโดย Vid   อ่านแล้ว 583 คน   คอมเม้นต์ 0   วันที่โพสต์ 29 สิงหาคม 2018, 9:27:15

สวัสดีครับ อยากจะมาแชร์ประสบการณ์การศัลยกรรมขากรรไกร เอาไว้เป็นตัวเลือกให้ผู้ที่สนใจที่มีปัญหาคางยื่นนะครับ
พอดีเห็นว่า มีกระทู้เกี่ยวกับการศัลยกรรมแบบนี้น้อยมาก แล้วก็เก่ามากแล้ว
ก็เลยจะมาอัพเดทให้มีกระทู้ใหม่ๆเข้ามาเป็นตัวเลือกให้หลายๆคนนะครับ
กระทู้นี้อาจจะละเอียดมากถึงมากที่สุด เพราะตัวผมเอง อยากให้คนอื่นที่สนใจจะทำ ได้รับข้อมูลทุกแง่
ตั้งแต่ก่อนผ่า หลังผ่า การรักษาตัว วิธีดูแลตัวเอง อาหาร
เพราะก่อนที่ผมจะทำก็หาข้อมูลประกอบการตัดสินใจยากพอสมควร เริ่มเลยนะครับ
*คนที่อยากอ่านตรงการผ่าตัดเลย ให้ข้ามส่วนที่เป็นเส้นข้างล่างนี่ไปนะครับ อันนี้จะเป็นเรื่องราวก่อนที่ผมจะได้เจอกับสถานที่ที่ทำ******************************************************************************************************

ก่อนอื่นเลย จะขอเกริ่นก่อนว่ามันเป็นความฝันอย่างนึงเลย คืออยากจะทำมาก
เรื่องความมั่นใจ หน้าตา การถ่ายรูปด้านข้าง ก็มีส่วนอยู่
แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง คือมีความฝันที่จะ
“แทะข้าวโพด”  ให้ได้
คนที่มีปัญหาฟันไม่สบก็จะเข้าใจ เวลาคนอื่นยื่นอะไรมาให้กัด อาหารบางอย่างเราจะไม่สามารถกัดให้ขาดได้  
ซึ่งปกติผมที่เป็นคนชอบกิน ซี่โครงหมูก็แทะไม่ได้ บางทีเส้นก๋วยเตี๋ยวก็กัดไม่ขาด มันเหมือนความสุขในการกินหายไปครึ่งนึง 555
นอกจากนี้ ก็ยังมีฉายาเฉพาะตัว เช่น มะเขือยาว หน้ามะม่วง แต่ผมไม่ได้น้อยใจในเรื่องนี้ครับ เลยไม่เป็นปัญหา

รูปหน้าก่อนที่ผมจะทำ 



จะสังเกตได้ว่า มันก็ดูไม่เท่าไหร่ มันเป็นเพราะว่า ผมมีเทคนิคทำให้มันดูไม่ยื่นมาก แต่เดี๋ยวดูรูปที่เทียบหน้าด้านข้างจะเห็นครับอันนี้เป็นรูปที่เพื่อนแอบถ่ายด้านข้าง อยากทำมาก ถึงขนาดลองโหลดแอพมาแต่งรูป เพื่อดูว่าถ้าทำศัลยกรรมแล้วจะเป็นยังไง



หลังจากที่ตัดสินใจว่าจะทำ ก็เริ่มหาข้อมูลแต่ละที่ ซึ่งก็เจอหลายที่ ที่รับศัลยกรรมขากรรไกร
แรกสุดเลยที่เจอ ก็คือ ทันตะมหิดล กับ จุฬา หลังจากเจอเลยเข้าไปติดต่อดูครับ
แล้วคำตอบที่ได้รับมาก็คือ "รอคิวจัดฟัน 1 ปีครึ่งนะคะ ลงทะเบียนไว้ก่อนก็ได้"
ซึ่งผมก็เตรียมใจไว้แล้วแหละ แต่เผื่อว่าจะมี แบบนอกเวลา หรืออะไรที่พิเศษ จ่ายมากขึ้นเพื่อให้ได้ทำเร็วขึ้น
ปรากฎว่า ไม่มีครับ .... ก็เลยลงทะเบียนทิ้งไว้ แล้วก็กลับบ้านหลังจากกลับมาบ้านก็หาข้อมูลต่อ 

ช่วงนั้นมีติดต่อทั้งคลีนิคหลายๆแห่ง มีทั้งทำที่ไทยและส่งตัวไปทำเกาหลี
แต่เรื่องไปเกาหลีนี่ ผมตัดออกไปเลย เพราะว่าอย่างน้อยขออยู่ใกล้ๆกับที่บ้าน เผื่อมีอะไรก็ไม่น่ากังวลใจมาก
หลังจากหาข้อมูลอยู่พักนึง ก็ตัดสินใจไปที่รพ.ยันฮีครับ เข้าไปปรึกษาแล้วก็เริ่มเอ็กซเรย์ ณ วันที่เข้าไปปรึกษาเลย
เสร็จจากขั้นตอนการเอ็กซเรย์ หมอก็นัดวันล่วงหน้า ให้มาฟังแผนผ่าตัดเลยช่วงระหว่างที่รอถึงวันฟังแผน 

พอดีรู้จักกับหมอศัลท่านนึง เค้าแนะนำให้ไปที่คลีนิคทันตกรรมแห่งนึงแถวนครอินทร์
ซึ่งปกติ ไม่รับทำแล้ว แต่หมอศัลที่รู้จักให้บอกว่าหมอแนะนำมา จึงได้พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ เค้าจะทำให้ครับ
ที่นี่เป็นอาจารย์แพทย์เก่ง เป็นคลีนิคที่ก่อตั้งโดยสมาคมทันตแพทย์ หรือสมาคมศัลยกรรม อะไรสักอย่าง
ดูแล้ว น่าจะเก่งแน่นอน เพราะมีแต่อาจารย์แพทย์มาทำการรักษาให้
ซึ่งผมก็ได้ติดต่อไป ...
ตอนนั้นดีใจมาก เพราะว่าได้หมอเก่ง ได้ราคาที่เทียบเท่ากับจุฬาด้วย แล้วก็ทำที่รพ.ศิริราช ก็ถือว่าสถานที่ผ่าตัดดีเลย
ผมจึงยกเลิกกับทางรพ.ยันฮีไป และไปติดต่อที่นี่แทนครับ หมอทำการเริ่มเอ็กซเรย์เช่นเดียวกัน พร้อมกับนัดวันฟังแผนผ่าตัด
พอถึงวันก็มาพบคุณหมอ อธิบายนู่นนี่นั่น มีการวาดองศาให้ดูผ่านคอมพิวเตอร์ ณ ตอนนั้นเลย ทำโมเดลฟันของเราให้ดู
แต่ .... คุณหมอท่านได้บอกว่า ต้องปรึกษากับทางหมอศัลอีกทีนึง
คือการศัล ปกติจะต้องจัดฟันก่อน แล้วค่อยผ่า แล้วค่อยจัดฟันให้เข้าที่หลังผ่าอีกทีนึง
ซึ่งหมอจัดฟัน กับหมอผ่าก็เป็นคนละคนกัน แล้วทำงานคนที่ ทำให้ไม่ได้คุยกันซักทีครับ เพราะแต่ละคนมีงานเป็นของตัวเอง จึงยุ่งๆ
วันเวลาผ่านไปก็ไม่ติดต่อกลับมาซะที ติดต่อไปก็จะบอกว่า ยังไม่ได้คุยกันครับ*****************************************************************************************************

มีอยู่วันหนึ่ง ผมนั่งดูทีวีเจอรายการ Let me in Thailand ครับ
ก็เกิดสงสัยว่า เอ.... หมอที่ทำนี่ก็น่าจะเก่งในระดับนึง เค้าน่าจะมีคลีนิคเป็นของตัวเองอยู่บ้างนะ เลยลองค้นหาดูครับ
ว่าทีมแพทย์ใน Let Me In มีใครบ้าง แล้วเอาชื่อไปค้นหา จนในที่สุด ... ก็เจอครับ!!!

เดี๋ยว!
 ----- ผมขอบอกไว้ก่อนเลยล่วงหน้า ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับทางคลีนิคนะครับ ไม่มีค่าโฆษณาอะไรทั้งสิ้น มีแต่เสียไป เยอะมากด้วย 55

ที่นี่เป็นคลีนิค ชื่อว่า Vertex Clinic อยู่แถวพญาไทครับ เป็นคลีนิคของอาจารย์ อมรพงษ์
ผมได้เข้าไปติดต่อเพื่อปรึกษาก่อนประมาณ 1 เดือน หลังจากตัดสินใจทำแล้วก็ได้นัดวันที่จะเข้าไปเริ่มทำ ก็คือวันที่ 14 มกราคม 2561
ที่นี่มีลักษณะพิเศษกว่าที่อื่นๆครับ
(ผมว่าอุปสรรคต่างๆนานาที่ผมเจอ ไม่ได้ทำซะที เพราะชะตาลิขิตให้มาทำที่นี่ครับ 5555)
คุณหมอก็พูดถึงการทำศัลยกรรมให้ฟัง อธิบายรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งผมจะสรุปเป็นข้อๆดังนี้นะครับ

ข้อดี
- ไม่ต้องจัดฟันก่อน สามารถเริ่มผ่าตัดได้เลย
- ใช้ระบบคอมพิวเตอร์นำร่องการผ่าตัด และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่า ทำให้พักฟื้นเร็วกว่า
- ไม่ต้องต่อคิวผ่าตัด
- สามารถเรนเดอร์รูปให้เราดูก่อน ว่าผ่าตัดออกมาแล้วจะเป็นยังไง (ซึ่งออกมาแล้วดูดีกว่าในคอมอีก ผมว่า..)
- ระยะเวลาในการทำทั้งหมด สั้นกว่าการทำปกติหลายเท่า
- ที่นี่จะดูสมดุลของหน้าทั้งหมด คือเน้นไปทางความงามด้วย ไม่ใช่การรักษาเพียงอย่างเดียว
- ไม่ต้องผ่าตัดเอาเหล็กออกจากหน้าอีกที หลังจากที่หายแล้ว
- ไม่ต้องใส่สายดูดเลือดทิ้งไว้ในปากหลังผ่าตัดเสร็จ



ข้อเสีย
- เวรี่ เอ็กเพนซีฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ แพงมากกกกก
*แต่ขอแจงไว้ว่า เพราะผมเลือกทำทุกส่วนให้สมดุลทั้งหน้า เลยจะราคาสูง
แต่เอาจริงๆ เราเลือกได้ว่า เราขอทำแค่จุดไหนๆ ราคาต่อจุดหารออกมา ก็พอๆกับทันตะมหิดลเลยนะครับจากโครงหน้าผม 

บริเวณที่ต้องทำทั้งหมดคือ
- ตัดขากรรไกรล่างให้สั้นลง
- ยกขากรรไกรบนให้สูงขึ้นหน่อย
- เลื่อนปลายคางออกมานิดหน่อย
- เสริมโหนกแก้มด้วย Bio-Polymer 2 ข้าง (ซ้าย-ขวา)
รวมก็ 5 จุด บนใบหน้า


ส่วนวิธีการทำ ...
- ขากรรไกรล่าง กรีดหนังบริเวณฟันกรามล่างด้านในสุด เอาเลื่อยตัดขากรรไกรออกส่วนนึง เอาข้างหน้าไปต่อข้างหลัง แล้วเอาแผ่นเหล็กผนึกกันไว้
- ขากรรไกรบน กรีดหนังบริเวณเหนือฟันหน้าบน ตัดกระดูกใต้จมูกตามแนวขวางออก แล้วยกขึ้นไป เอาเหล็กผนึกไว้กับโครงหน้าส่วนบน
- คาง กรีดหนังบริเวณใต้ฟันหน้าล่าง ลงไปถึงคางข้างล่าง ตัดกระดูกคางออก แล้วเลื่อนออกมาหน่อย แล้วยึดไว้
- โหนกแก้ม เลาะจากการกรีดหนังเหนือฟันหน้าบนขึ้นไปจนเกือบถึงใต้ตา ทั้งด้านซ้ายและขวา แล้วเอา Bio-Polymer เสริม ขันน็อตแล้วเย็บปิด...เรียกว่า เลาะหนังหลุดจากหน้าเกือบทั้งหน้าอะ ....

หลังจากหมอแจงรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ผมก็ตกลงทำทันทีครับ เพราะตัดสินใจตั้งแต่ก่อนมาแล้ว
หมอก็ทำการเริ่มทันที ทำให้ทุกคนดูยุ่งมาก คือเอ็กซเรย์ ถ่ายรูป พิมพ์ฟัน พิมพ์รอยกัด แล้วส่งตัวไป CT Scan โครงหน้า
วัดสัดส่วนหน้า แล้วก็นัดวันผ่าซึ่งก็คือวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 ภายในวันนั้นเลย ซึ่งก็คืออีกแค่ 24 วัน!!! ไม่ถึงเดือน
คือช็อค! เร็วมาก บ้าไปแล้วววววว ถ้าต่อคิวทันตะมหิดลนี่ ยังนั่งปั้นขี้มูกอยู่บ้านเลยอะ
(จะว่าไป ยังไม่ได้ไปยกเลิกคิวมหิดลเลยอะ ทำเสร็จแล้วเนี่ยย ... )
พอใกล้ๆวันผ่า ก็มีออกไปหาหมออีก 2-3 ครั้ง ตรวจร่างกายโดยละเอียด แล้วก็ติดเครื่องมือที่ฟัน
เอาละเว้ย ... ใกล้แล้ว เตรียมความพร้อม ห้ามป่วย ห้ามไข้ ข้าวนี่กินอาหารธรรมดา อะไรผิดสำแดงนี่ไม่กินเลยครับแล้วนี่ ... 

ก็เป็นรูปสุดท้ายของผม ก่อนที่จะผ่าตัด เลยถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก


7 กุมภาพันธ์ 2561



8 กุมภาพันธ์ 2561



ตึงงงงง!!
เข้ารับการผ่าตัดเมื่อวาน เวลา 16:00 ออกจากห้องผ่าตัดประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 8 ใช้เวลารวมทั้งหมด ประมาณ 8 ชั่วโมง!!
ยาสลบรุนแรงมากครับ หัวหนัก มึนตลอดด มึนยันวันกลับบ้าน
หลังจากที่ผ่าตัดเสร็จ เราก็จะโดนมัดปากเอาไว้นะครับ คือฟันจะติดกันแน่น เหมือนกัดฟันตลอดเวลา
การหายใจนี่เรียกว่าลำบากมากครับ เพราะจมูกผมตันเต็มไปด้วยน้ำมูก ซึ่งน่าจะเกิดมาจากอาการภูมิแพ้ร่วมด้วย
ส่วนปากก็หายใจผ่านทางซี่ฟัน เหมือนกัดฟันแล้วหายใจ แต่มันไม่ง่ายเหมือนที่ทุกคนกำลังทำอยู่ตอนนี้นะครับ
เพราะว่า มันจะมีเครื่องมือการผ่าตัดอีกอันอยู่ระหว่างฟันที่มัดไว้ เพื่อให้ฟันสบกันลงล็อคตามที่หล่อโมเดลมา
มันทำให้การหายใจยิ่งลำบากขึ้นไปอีก
หลังจากพักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง ... 2 วัน!!! น้อยมาก
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ผมออกจากโรงพยาบาล พร้อมหน้า ที่ถอยมาใหม่ป้ายแดงอันนี้เป็นภาพ 9 วันแรก จะเห็นว่าแรกๆไม่บวม 

แต่วันที่ 5-6 จะบวมขึ้นมา



การกิน
สุดๆเลยครับ หิวมาก แต่กินไม่ได้ กินได้แต่ "น้ำ"
ย้ำนะครับว่า น้ำเลย แบบเหลวๆ เช่น น้ำผลไม้ น้ำเปล่า นม





จำพวก โจ้ก ซุป น้ำเต้าหู้ พวกนี้เหลวแต่จะมีกากครับ มันทำให้กินยากครับ เพราะต้องใช้ไซริง/หลอดดูดเท่านั้น
พอเวลากินอาหารที่มีกาก แบบน้ำเต้าหู้ มันจะไปอุดรูเล็กๆที่เอาไว้กินและหายใจของเรา
ทำให้การกินแต่ละมื้อ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงครับ เหนื่อยมากครับ หอบเลย
(เพราะไม่ค่อยจะมีรูเอาไว้หายใจ แล้วยังมาเจอเศษอาหารติด)
ผ่านไป 4 วันก็แก้มัดปากได้ครับ ค่อยโล่งขึ้นมาหน่อย (แค่ 4 วันนี่รู้สึกเหมือน 1 เดือน ทรมานครับ)

การผ่าตัดแบบเก่า (ของมหิดลกับจุฬา) อาจจะต้องมัดไว้นานกว่าแบบผมนะครับ
เพราะมีน้องเพื่อนที่ทำก่อนผม 2 วัน คือวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 

แต่หายช้ากว่าผมมากครับหลังผ่าตัดจะให้ประคบเย็นสัก 2-3 วันนะครับ แล้วต่อด้วยประคบร้อนแค่นิดหน่อยพอ 

และเน้นออกกำลังกายเบาๆ เดินบ่อยๆ

การนอน
ต้องนอนหมอนสูงครับ ซึ่งก็ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ เพราะมันไม่ค่อยสบาย หัวจะตกหมอนตลอดเวลา
อีกอย่างคือ ในเคสของผมมีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย คือ เลือดออกจากจมูก
โดยปกติแล้ว การที่เลือดออกจากจมูกเป็นเรื่องปกติสำหรับการผ่าตัดลักษณะนี้นะครับ ซึ่งไม่นานก็จะหยุด
แต่ในกรณีผม .. หนักครับ คือเลือดไหลไม่หยุด นอนๆอยู่จะสะดุ้งตื่น เพราะรู้เลยว่าเลือดออกจมูก
แล้วมันก็ไหลไม่หยุด เหมือนเปิดก๊อกน้ำ จนต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาลกลางดึกอีกรอบหลังจากผ่าตัดประมาณ 1 สัปดาห์
ซึ่งก็วินิจฉัยมาว่า น่าจะเป็นเพราะ ประคบร้อนเยอะเกินไป และมีการทานอาหารเสริมร่วมด้วย (หวังว่าจะช่วยรักษาแผล)
คุณหมอที่ดูแลก็บอกว่า บางทีในอาหารเสริมจะมีสารต้านการแข็งตัวเลือดเพื่อให้อาหารเสริมชนิดนั้นๆทำงานได้ดี
ซึ่งกรณีนี้ มันน่าจะไปละลายเลือดที่แข็งตัวของผม แล้วแผลก็ไม่หายดี เลือดเลยออกมาเรื่อยๆครับ

อันนี้เป็นรูปเทียบหน้าด้านข้าง ระหว่างก่อนทำกับหลังทำครับ



เทียบตามระยะเวลาครับ



ภาพเอ็กซเรย์หลังการผ่าตัด จะเห็นเหล็กแนะน็อต เต็มหน้าไปหมด เห็นยังงี้ขึ้นเครื่องบินได้นะครับ ไม่ดัง



สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนการผ่าตัดมากๆ คือ จิตใจครับ

มีอยู่วันหนึ่ง หลังการผ่าตัด ผมเจอกับความปวดขนาดที่ว่า ร่างกายผมรับไม่ไหว

แล้วน็อคหลับไปเลย (จะว่าสลบก็น่าจะได้ เพราะไม่รู้หลับไปตอนไหน 555)

ตื่นมาเพิ่งผ่านไป 2 ชม. แต่เหมือนร่างกายได้พักจริงๆ ทำให้ผมฮึดต่อครับ

อะไรที่ฆ่าเราไม่ตาย จะทำให้เราแข็งแรงขึ้นครับ ผมเชื่อละ 5555

** อาการปวดที่ว่านี่คือการเริ่มดึงยางที่ฟัน ในขั้นตอนการจัดฟันนะครับ

ส่วนอาการปวดที่แผลผ่าตัด หรือจากการผ่าตัด ไม่มีเลยครับ เพราะหน้าจะชาทั้งหน้าไม่รู้สึกอะไรเลย

ช่วงหลังการผ่าตัดทั้งภาวะปกติและภาวะแทรกซ้อน จิตใจผมย่ำแย่มากครับ มันหดหู่ มันเหนื่อย

มันทรมาน มันอึดอัด รวมๆกันไปหมดเลยครับ จนมีความคิดว่า "ไม่น่าทำเลย" ขึ้นมาครับ

แต่ผ่านมาได้ก็ต้องขอบคุณ คุณแฟน ของผม ที่คอยดูแลและให้กำลังใจ

ถึงขั้นนั่งมองเค้า แล้วน้ำตาไหลออกมา แต่ร้องไห้ไม่ได้เพราะปากอ้าไม่ได้

ถ้าหากใครจะทำ ไม่ต้องกลัวครับ แค่คิดเอาไว้เสมอว่า เดี๋ยวมันจะผ่านไปๆ

ใครมีแฟนแล้วจะทำ ก็ให้แฟนอ่านครับ ดูแลเค้าใกล้ๆ คอยให้กำลังใจครับ แล้วมันจะดี


อันนี้เป็นรูปช่วงไปสงกรานต์ หลังจากการผ่าตัดประมาณ สองเดือนกว่า



อันนี้คือรูปประมาณ 3 เดือน



หน้าด้านข้าง



กำลังจะครบ 4 เดือน



การถ่ายภาพหน้าด้านข้างไม่เป็นปัญหา มั่นใจ



ตอนนี้กำลังจะครบ 5 เดือน



เหนืออื่นใด .... ผมสามารถกัดอาหารได้ขาดแล้ว!! ถือว่าบรรลุจุดมุ่งหมายอันสูงสุด :)

สรุปแล้ว การทำที่นี่ เริ่ม 14 มกราคม 2561 สามารถกลับมากินอาหารได้ปกติคือประมาณ 2 เดือนครับ

จากนั้นก็ต้องจัดฟันหลังการผ่าตัดอีกประมาณ 1 ปีกว่าในขณะที่การผ่าตัดแบบสมัยก่อน อาจใช้เวลารวมยาวนานถึง 4-5 ปี นั่นคือ

ต่อคิวรอจัดฟัน 1 ปีครึ่ง

จัดฟันก่อนผ่าตัด 1-2 ปี

ผ่าตัด

จัดฟันหลังผ่าตัดอีก 1 ปีกว่า


สำหรับผม ถือว่าคุ้มมาก ที่เลือกศัลยกรรมกับที่นี่ เพราะหายเร็วกว่า และใช้เวลาน้อยกว่ามาก หลายเท่าเลยทีเดียว

สำหรับคนที่มีงบ ก็แนะนำที่นี่ครับ สำหรับคนที่ไม่มีงบก็แนะนำให้ไปจองคิว มหิดล/จุฬา ไว้ก่อนเลย

เพราะฝีมือที่นั่นก็ถือว่าดีเหมือนกันครับ เพียงแต่จะใช้เวลาเยอะกว่า

สรุปวิธีการดูแลตัวเอง สำหรับคนที่ผ่ามาแล้ว

- แรกๆจะหายใจได้ไม่เยอะ เพราะจมูกตัน ปากมัด แถมมีเครื่องมืออีก ช่วงนี้ต้องทนหน่อยนะครับ

- พยายามกินอาหารเหลวที่กากไม่เยอะ เพราะไม่งั้นมันจะไปอุดรูในปากเรา หรือไม่ก็ทำความสะอาดบ่อยๆ

- เน้นประคบเย็นและเงยหน้า ประคบร้อนนิดหน่อยพอ อย่าเยอะมาก เพราะผมประคบเยอะ จนทำให้เลือดที่แข็งละลายตัว

(กลายเป็น ไม่มีสะเก็ดเลือดปิดที่แผลไว้ เลือดเลยทะลักออกจมูกเยอะมากครับ ต้องแอดมิทเลย)

- การออกกำลังกายเล็กน้อย ทำให้แผลยุบเร็ว "ย้ำ" นิดหน่อยพอนะครับ ผมจัดหนักไปปั่นจักรยาน กลายเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เลือดละลาย (แต่หน้ายุบเร็วเลย เพราะเลือดสูบฉีดขึ้นไปดึงเอาเลือดที่แข็งตัวออกจากหน้า แต่ไม่คุ้มกันเลย 555)

- อาหารที่แนะนำ จำพวก นม น้ำผลไม้ น้ำข้าวต้ม เครื่องดื่มหวาน พวกนี้มีน้ำตาล ช่วยให้เรามีแรง และไม่มึนมาก

เนื่องจากตัวผมเองเป็นคนออกกำลังกายในระดับนึง ระบบการเผาผลาญของผมสูงกว่าปกติ

หลังผ่าเสร็จ กินอาหารได้ไม่เยอะ จึงทำให้มึนครับ เพราะระดับน้ำตาลในเลือดไม่ค่อยพอ การกินน้ำหวานจะช่วยครับ

- ไม่แนะนำพวก ซุปข้าวโพด น้ำเต้าหู้ พวกนี้มีกากครับ ระวังจะอุดรูที่ปาก จะทำให้หายใจลำบากมาก

แต่จะลองก็ได้ครับ อาจจะไม่ได้เป็นเหมือนผม แล้วก็อย่าลืมทำความสะอาดรูเล็กๆตามซี่ฟัน

- และ อดทน ครับ จะทรมานช่วงมัดปาก หลังจากการแก้มัดปาก จะทำให้ดีขึ้นมาก ทำอะไรสะดวกมากขึ้น และจะดีขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้ายนี้ ถ้ามีใครสงสัยอะไร หรือมีคำถามอะไร ก็หลังไมค์ หรือแอดไลน์มาก็ได้นะครับ พร้อมให้คำปรึกษา :)

ผมเข้าใจดี ว่าตอนที่กำลังหาข้อมูล ก็อยากจะคุยกับคนที่มีประสบการณ์จบแล้วครับ ขอบคุณมากครับ :)

Line ID : vidvidvid

**************************************************************************************************

อัพเดทครับ 28 สิงหาคม 2561ภาพตอนครบ 6 เดือนครับ มีหน้าด้านข้างดูดีขึ้นเยอะเลยครับ





ตอนนี้กำลังจะครบ 7 เดือนครับ รู้สึกว่าหน้ายุบลงไปอีก



คุณหมอจัดฟันบอกว่า น่าจะถอดไม่เกิน ธันวาคมนี้

การจัดฟันหลังผ่าตัดเร็วมาก เป็นเพราะหลังการศัล กระดูกและกล้ามเนื้อไม่ได้แข็งแรงเท่ากับคนปกติ

คนปกติที่กล้ามเนื้อรั้งไว้เลยใช้เวลาการจัดฟันหลายปีครับ

แต่นี่ไม่กี่เดือนเองก็จะเสร็จแล้ว ดีใจ จะได้ถอดเหล็ก รำคาญมากตอนกิน 555

(แรกๆทรมานกว่า เพราะโดนเหล็กขูดปากด้านในเป็นแผล)


จำนวนคอมเม้นต์ (0)